บริหารงานโดย Bangkok Shuho Group: และหนังสือพิมพ์ "Bangkok Shuho" ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นมากว่า 43 ปี

ค่าแรงขั้นต่ำ ความฝันและความเป็นจริงที่ไม่เท่าเทียม

ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท เป็นฝันลวงตาหรือว่ามายาการเมือง

   เชื่อว่าแรงงานทุกท่าน ที่ได้ไปฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวนมาก คงจะได้ยินนโยบายของพรรคการเมืองหลาย ๆ พรรค ถึงเรื่องของการขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ โดยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ของพรรคการเมืองทุกพรรค จะอยู่ที่ 400 บาทขึ้นไป โดยมีเพียงพรรคประชานิยมที่ระบุค่าแรงขั้นต่ำที่ 360 บาท ในขณะที่พรรคสามัญชน ให้ถึง 500 บาท รองลงมาคืออนาคตใหม่ 450 พลังประชารัฐ 425 และเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์เท่ากันคือ 400 บาท

   คำถามคงไม่ต้องถามว่าใครจะทำได้ เมื่อตอนนี้ พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล และล่าสุดนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า นโยบายนี้ ไม่เร่งด่วน แถมถ้าขึ้นก็จะขึ้นแบบเป็นขั้นบันได คงต้องรอถามทางประชาธิปัตย์ที่ร่วมรัฐบาลว่า 400 บาท และยังประกันรายได้ 120,000 บาท ต่อปี ที่จะจ่ายเงินส่วนต่างให้แทน จะยังเป็นไปได้อีกหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม แต่ที่จะมาคุยก็คือ เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ 400 – 425 บาท ต้องถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ และในสายตาแรงงาน หรือสายตาของนายจ้าง จริง ๆ ควรเป็นเท่าไหร่

ค่าแรง 360 บาท 421 บาท และ 700 บาท

   มาดูฝ่ายแรงงานกันก่อน ในวันที่ 14 มีนาคม 2562 ได้มีการยื่นข้อเสนอโดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยระบุว่าค่าแรงขั้นต่ำ ควรปรับขึ้นเป็น 360 บาท และควรปรับให้เท่ากันทั่วประเทศ โดยมีเหตุผลว่า ตามหลักสากล ค่าแรงขั้นต่ำ ควรสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ 3 คน ซึ่งปัจจุบันแค่ตัวคนเดียวยังไม่สามารถเลี้ยงดูได้ และการปรับให้ขึ้นไม่เท่ากัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ดังนั้นทางฝ่ายแรงงาน จึงมองว่า ควรปรับให้เท่ากันหมดทั่วประเทศ ที่ผ่านมา สรท. และสรส.ได้เคยมีข้อเสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ 360 บาท 421 บาทและ 700 บาท ต้องปรับขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2552 จนถึง 2560 แต่ว่ามาจนถึงปี 2562 ยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ถึงขั้นแรกที่เรียกร้องเลยแม้แต่น้อย

วันแรงงานทวงสัญญาเก่า

   ในวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางฝ่ายแรงงาน ยังคงยืนยันข้อเรียกร้อง และได้ทวงสัญญากับรัฐบาลถึงข้อเรียกร้องที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 โดยทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ย้ำข้อเรียกร้องเดิม 10 ข้อ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปัญหาตามที่ยื่นข้อเสนอไว้ เมื่อปี 2560 เช่น ต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ต้องกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรมครอบคลุมทุกภาคส่วน ต้องมีโครงสร้างค่าจ้างและปรับค่าจ้างทุกปี ต้องปฏิรูประบบประกันสังคม ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่ยังไม่มีความชัดเจน

10 ข้อเรียกร้อง คสรท. และ สรส.

1. รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

1.1 ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย

1.2 ด้านการศึกษาตามความต้องการในทุกระดับ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

2. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน

2.1 กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก 2 คน ตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและต้องเท่ากันทั้งประเทศ

2.2 กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี

3. รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 มาตรา 48)

4. รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนี้

4.1 ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

4.2 จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ    

4.3 ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ

5. รัฐต้องยกเลิกนโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว

6. รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม ดังนี้

6.1 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม

6.2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน

6.3 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตน มาตรา 40 ให้เท่ากับมาตรา 33

6.4 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ชราภาพ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนสุดท้าย

6.5 ให้สำนักงานประกันสังคมประกาศใช้อนุบัญญัติทั้ง 17 ฉบับ

ที่ออกตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ.2558

6.6 ขยายกรอบเวลาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทนจนสิ้นสุดการรักษาตามคำวินิจฉัยของแพทย์

7. รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 มาตรา 53)

8. รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุน รวมทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้

9. รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 อย่างจริงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน

10. รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้กับสถาบันความปลอดภัยฯ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ให้มีประสิทธิภาพ

ฝ่ายอุตสาหกรรมมอง 400 บาทหนักไป ควรขึ้นไม่เกิน 10 บาท

   อย่างไรก็ตาม นี่คือการเรียกร้องของฝ่ายแรงงาน ในขณะที่ทางายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การปรับค่าแรงควรสอดคล้องกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และทักษะแรงงาน โดยการปรับค่าแรงตามนโยบายที่พรรคการเมืองหลายพรรคหาเสียงไว้สูงถึง 400 บาทต่อวัน จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบและทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น และหากมีการปรับค่าแรงที่เหมาะสมไม่ควรสูงเกิน 10 บาท

ค่าแรงจริง ๆ ในปัจจุบันคือเท่าไหร่

   ปัจจุบัน ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 330 บาทต่อวัน (ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง กรุงเทพฯ) ต่ำสุดคือ 308 บาทต่อวัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่เรียกร้องมาก อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจค่าแรงขั้นต่ำในความเป็นจริงค่าแรงสำหรับลูกจ้างรายวันในหลายสาขาอาชีพ พุ่งขึ้นไปถึง 500 บาท หรือในบางพื้นที่เช่นในกรุงเทพมหานคร แรงงานขนส่งข้าวสาร มีค่าแรงต่อวันพุ่งถึง 420 บาท แถมอาหารสามมื้อ ดังนั้นการที่ค่าแรงจะสูงถึง 425 บาท ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่ในทุกที่และทุกธุรกิจ ดังนั้นการขึ้นค่าแรงในหลาย ๆ จังหวัดให้เท่ากัน จึงอาจจะทำได้ยาก ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในบางจังหวัด ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากปริมาณแรงงานไม่เพียงพอนั่นเอง

การขึ้นค่าแรง 300 บาทในอดีต กับ 400 บาทในปัจจุบันแตกต่างกัน

   หากย้อนกลับไปถึงการขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งในช่วงนั้นเป็นข่าวฮือฮามาก พร้อมกับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักพุ่งเข้าสู่รัฐบาลในขณะนั้น ว่าขึ้นมากเกินไป และถือเป็นการขึ้นค่าแรงที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายฝ่ายมองไปถึงประเด็นการไหลออกของการลงทุน รวมถึงจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าราคาแพง แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น การปรับขึ้นค่าแรงในอดีตถือว่าช้าและไม่เป็นธรรมต่อแรงงานมาก รวมถึงการดำเนินกิจการของธุรกิจ ก็ไม่ได้มีปัญหาเท่าในปัจจุบัน จึงทำให้การเปลียนแปลงในยุคนั้น มีผลกระทบไม่มากนัก

ขึ้นค่าแรง หรือไม่ขึ้น ยากที่จะตัดสินใจ

   หากมามองในปัจจุบันที่แม้ว่าทางฝ่ายรัฐบาลจะออกมายืนยันว่าเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งก็ตาม หากว่าจริง ๆ แล้ว เป็นเพียงบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่ในตลาดไม่กี่บริษัท การส่งออกย่ำแย่ลง การเกษตรตกต่ำ รวมถึง SME ก็ประสบปัญหามาก สินค้าและอาหารมีราคาแพงขึ้นมากในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับอัตราค่าแรงเดิม แต่ปัญหาของนายจ้าง การไหลออกของเงินลงทุน ก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นการพิจารณาเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการพิจารณาในปัจจุบัน สุดท้ายแล้ว จะมีการตัดสินใจอย่างไร เกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ จะเป็นไปตามสัญญาไว้ หรือจะต้องรอถึงปีหน้า ถึงจะพิจารณากันอีกครั้ง คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

อ้างอิงจาก News ThaiPBS

กลับหน้าหลัก

Leave your thoughts

Contact Us

J Biz Recruitment Co., Ltd.
Charn Issara Tower 1st Fl.,
942/43, Rama 4 Rd., Suriyawongse, Bangrak, Bangkok 10500
Tel: 02-632-9179
Email: info@jbizrecruitment.com