บริหารงานโดย Bangkok Shuho Group: และหนังสือพิมพ์ "Bangkok Shuho" ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นมากว่า 44 ปี

กฎหมายเพื่อจัดการปัญหารอบ ๆ ตัวเรา (ประสบการณ์ตรงของผู้เขียน)

ขออนุญาตเล่า ประสบการณ์ส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่อง กฎหมายเพื่อจัดการปัญหารอบ ๆ ตัวเรา สักหน่อยนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่าน

กฎหมายเพื่อจัดการปัญหารอบ ๆ ตัวเรา – ในช่วงต้นปีที่แล้ว มีปัญหาเข้ามากับครอบครัวเกี่ยวกับเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก สาเหตุมาจากบ้านข้าง ๆ ที่เคยเป็นบ้านร้าง หลังจากรีโนเวตมาได้สองปีกว่า มีคนมาเช่า และเข้ามาปรับปรุงบ้าน ตอนปรับปรุงเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ เข้าใจเรื่องเสียงดังซึ่งเขาก็เกรงใจเราอยู่ แต่ว่าพอเขาเข้ามาอยู่นี่สิ ทีแรกเราเข้าใจว่าเขาจะทำเป็นร้านรวงขายของ แต่เอาเข้าจริง ๆ เขามาตั้ง โรงงานผลิตขนมเปี้ยะ

ปัญหาก็เกิดเลยครับ เพราะเขาเดินเครื่องตั้งแต่ตีหน้า เสียงเครื่องจักร แรงสั่นสะเทือน บ้านมันไม่ได้เป็นบ้านเดี่ยวแต่เป็นทาวเฮาส์ เล่นเอาแค่วันแรก เราก็ต้องแจ้งกทมแล้ว ผมเป็นคนที่โทรแจ้งไปยัง กทม ทางกทมแจ้งว่า มีคนโทรมาก่อนแล้วหนึ่งราย เข้าใจว่าเป็นบ้านด้านหลังที่ติดกัน (แต่ไม่ได้มีกำแพงอาคารติดกันนะครับ แต่รั้วบ้านติด)

หลังจากนั้นกทมก็โทรมาสอบถาม ก็แจ้งไปตรง ๆ ว่ามีเสียงดัง สั่นสะเทือนแรงมาก และมีกลิ่นเหม็น ไม่นาน กลิ่นเหม็นก็ออกมาจากท่อน้ำ แต่ยังโชคดีที่เรื่องกลิ่น มันไปออกบริเวณปากซอย และถนนหน้าปากซอย ด้านในติดกันอย่างเราไม่ค่อยมีกลิ่น ซึ่งมีผลดีสองอย่างคือ เราไม่มีกลิ่นเอง แต่เพิ่มคนอยากร้องเรียนมากขึ้น เพราะพวกเขารับกลิ่นไม่ได้

กทมเข้ามา แจ้งกับเราว่าบอกเขาให้จัดการเรื่องกลิ่นกับเสียงดัง และการสั่นสะเทือนให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเลิกทำ เราบอกไปว่า ไม่สิ จริง ๆ เขาทำไม่ได้ตั้งแต่แรก ทำไม่ไม่ให้เขาหยุดทำล่ะ ทางกทม บอกว่าเขาแจ้งแล้ว แต่ทางนั้นขอร้อง เพราะพึ่งย้ายมา และมีออเดอร์จำนวนมาก ทางเจ้าของเดินทางมาคุยกับน้องขาย บอกว่าเขาจะพยายามติดตั้งอุปกรณ์ ให้ไม่มีเสียงรบกวนและตอนนี้ติดอุปกรณ์กันสั่นสะเทือนแล้ว กำลังหาทางกันเสียง น้องชายบอกว่าลองใช้ลังไข่ดูสิ แต่น้องชายก็บอกกับเราว่า เขาคิดว่าทำไปไม่ช่วยอะไร รออีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะไปร้องเรียนต่อ

ซึ่งสรุปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรจริง ๆ บ้านอื่น ๆ ก็ยังได้กลิ่นเหม็นเน่า ส่วนบ้านเราก็สั่นสะเทือนเหมือนเดิม น้องชายโทรติดต่อไปกรมโรงงาน ซึ่งชัดเจนว่าเขามีเครื่องจักร ไม่ได้ทำมือ และมีคนงานจำนวนเกิน 20 คน กรมโรงงานให้แจ้งไปยังกทม เพราะเขาต้องขอ ใบ รง ในการประกอบกิจการ และพื้นที่นี้ไม่น่าทำโรงงานได้ น้องพยายามติดต่อไปกทม อีกครั้ง ร้องเรียนเพิ่ม มีคนแถวนั้นร้องเรียนไปอีก

เขาพยายามมาเจรจา จริง ๆ ก็หาพวกได้หลายคน บางคนก็บอกว่า ทำมาหากิน ให้เขาทำไปเถอะ แต่บ้านเรานั้นอยู่ติดกัน เช้าตีห้าก็เสียงดัง เครื่องสั่น น้องชายเองก็ไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรง ปัญหาเรื่องแบบนี้จะปล่อยให้คาราคาซังไม่ได้ อดทนกันไปได้อย่างไร เมื่ออีกฝ่ายทำผิดชนิดไม่ต้องถามเลยด้วยซ้ำ

น้องพยายามโทรและร้องเรียนไปอีกหลายรอบ และก็ขู่ไปด้วยซ้ำว่า จะฟ้องมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หาก กทม ยังไม่ทำอะไร สุดท้ายการร้องเรียนกทมก็เป็นผล เจ้าหน้าที่กทม จำเป็นต้องดำเนินเรื่องฟ้องศาล จนมีหมายศาลมา และเขาก็ตัดสินใจย้ายออก ขอร้องอย่าให้เราร้องเรียนอีก กำลังจะย้ายแล้วสิ้นเดือน เรากับน้องก็รับปาก โดยบอกไปตรง ๆ ว่าถ้าเกินแล้วเราก็จะร้องไปอีกนะ คราวนี้ไม่เฉพาะ กทม แน่ ๆ

สิ่งที่ควรรู้และต้องรู้ คือสิ่งที่จะปกป้องเราในฐานะประชาชน คือกฎหมาย ไว้สำหรับเป็น กฎหมายเพื่อจัดการปัญหารอบ ๆ ตัวเรา

ซึ่งในกรณีนี้ เราต้องรู้อะไรบ้าง

  1. กฎหมายผังเมือง ไม่ใช่ว่าทุกที่จะทำอะไรก็ได้ ตึกของเรา เราจะทำอะไรก็ได้ ผังเมืองจะมีสีบอกว่าพื้นที่นี้ใช้ทำอะไร อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โดยมีเขียนกำกับไว้ชัดเจน บางผังถึงเป็นสีเขียว แต่ก็ “อาจ” สร้างโรงงานบางอย่างได้ ต้องดูตารางกำกับเลขผังเสมอ แต่โดยมากผังที่จะเป็นโรงงานได้ ก็จะต้องเป็นสีม่วง ม่วงลายก็ทำไม่ได้ (ม่วงลายทำโกดังได้)
  2. กฎหมายโรงงาน การตั้งโรงงานที่มีแรงม้าเกิน 50 แรงงาน หรือคนงานเกิน 20 คน จะต้องรับอนุญาต มีบางกิจการ “อาจ” ไม่ต้องรับอนุญาต แต่โดยมากต้องถ้าเกินเงื่อนไข และหากเราสงสัย สามารถโทรไปสอบถามทางกรมโรงงานได้
  3. กฎหมายอาคาร อาคารที่ไม่ใช้เป็นอาคารพาณิชย์ หรืออาคารโรงงาน ตามกฎหมาย ไม่สามารถใช้ประกอบกิจการได้ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่สีม่วง หรือสีแดง แต่หากก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้ระบุประเภทในใบ อ.1 ว่าเป็นอาคารพาณิชย์ หรืออาคารโรงงาน ก็ไม่สามารถใช้ประกอบกิจการได้
  4. กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นพื้นที่ก่อสร้างโรงงาน จะต้องมีบริเวณที่เรียกว่า กันชน ระยะต้องห่างจากหมู่บ้าน แม่น้ำ ถนน หรือ สิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 6 เมตร และยังต้องมีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นบ่อพักน้ำ บ่อบำบัด ติดตั้งอุปกรณ์บำบัดกลิ่น
  5. กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายแรงงาน เช่น กิจการที่มีลูกจ้าง 1 คน ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม แรงงานจะต้องได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ และสวัสดิการทุกประเภท โดยไม่เว้นแม้แต่ลูกจ้างรายสัญญา (ที่ไม่ใช่งานประเภทจ้างทำงานหรือรับเหมา)

แล้วเราจะจัดการอย่างไร

  1. กทม หรือ อบต หรือเทศบาล มีหน้าที่เข้ามาดูแลจัดการให้เรา หากเราเดือดร้อนจากผู้ใช้อาคารผิดประเภท หรือประกอบกิจการที่ผิดประเภท เช่นมาสร้างโรงงานใกล้ ๆ ที่พักอาศัยของเรา เรามีสิทธิ์ในการร้องเรียน และเรียกร้องให้จัดการ โดยเป็นหน้าที่ กทม อบต หรือ เทศบาล จะต้องฟ้องต่อศาลเอง ไม่ใช่เราดำเนินการฟ้องร้องเอง หน่วยงานอื่น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีหน้าที่ให้ข้อมูล แต่เป็นหน้าที่ของ ราชการส่วนท้องถิ่นต้องเป็นผู้ดำเนินการ
  2. กิจการเหล่านี้ มีการขึ้นทะเบียนประกันสังคมอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการหรือไม่ ถ้าไม่ ก็สามารถร้องเรียนไปยัง หน่วยรายชการท้องถิ่นเรื่องใบอนุญาต ถ้ามี ก็ต้องร้องเรียนกรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงาน ว่าให้ใบอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร รวมถึงร้องเรียนไปยังประกันสังคม หากทราบว่าคนงานไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน
  3. กิจการเหล่านี้มีการใช้แรงงานต่างด้าวหรือไม่ แรงงานเหล่านั้น มีการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่
  4. เริ่มงานตั้งแต่ตี 5 เลิกงานหลัง 6 โมง ใช้แรงงานกี่กะ ถ้ากะเดียว มีการให้ OT หรือจ่าย OT ไหม เพราะกฎหมายกำหนดให้ 1 วันทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง และต้องมีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ระหว่างกะจะต้องมีเวลาพักไม่ต่ำกว่า 30 นาที เรื่องเหล่านี้ได้กระทำหรือไม่
  5. กิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าขายดีชนิดผลิตไม่ทัน หยุดผลิตไม่ได้ มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ และถ้าเป็นบริษัท มีการจดทะเบียนสถานประกอบการ หรือทะเบียนสาขา และขึ้นทะเบียนสาขากับกรมสรรพากรหรือไม่
  6. กิจการผลิตอาหาร เพื่อขายอาหาร ถ้าเป็นลักษณะของโรงงาน จำเป็นจะต้องขึ้นทะเบียนแหล่งผลิตอาหารกับทาง องกรอาหารและยา (อย) ถ้าไม่ ก็ต้องขอเลขที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ให้อย เข้ามาตรวจสอบ

บางครั้ง เราก็ต้องรู้ในสิ่งเหล่านี้บ้าง ไม่ใช่เพื่อเอาเปรียบ แต่ป้องกันตัวเองจากการถูกเอาเปรียบ เราสามารถเล่นงานคนที่เข้ามากระทำผิดกฎหมายได้ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ และเราไม่ต้องเข้าไปหาตัวคู่ขัดแย้งเลยด้วยซ้ำ ถ้าเจรจา ก็บอกไปตรง ๆ ว่ามันไม่มีอะไรต้องเจรจา เพราะคุณไม่สามารถทำได้ตั้งแต่แรก

มักมีการอ้างบ่อย ๆ ว่าต้องมีน้ำใจ ต้องเห็นใจกัน แต่เรากลับไม่ได้มองว่าปัญหาการกระทำผิดกฎหมาย เป็นเรื่องใหญ่ และการแบ่งปันมีน้ำใจ คือการให้สิ่งที่ควรให้และให้ได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่ใช่อดทนรับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เพราะอย่างหลังมันไม่ใช่แบ่งปัน แต่เป็นการถูกเอารัดเอาเปรียบกันทางสังคม ผ่านคำว่าแบ่งปันและมีน้ำใจ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกระทำผิดและอยู่ได้อย่างสบายใจ อีกฝ่ายกลับต้องทนอยู่กับสิ่งที่ตนรับไม่ได้ไปอีกนาน

อ่านคอลัมน์อื่น ๆ

แฟนเพจเจบิซ

Leave your thoughts

Contact Us

J Biz Recruitment Co., Ltd.
Charn Issara Tower 1st Fl.,
942/43, Rama 4 Rd., Suriyawongse, Bangrak, Bangkok 10500
Tel: 02-632-9179
Email: info@jbizrecruitment.com